วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

Yamaha League-1




รายการ “ลีกดิวิชั่น 1” ตกชั้น 5 ทีมแน่นอนเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2012

ตามที่ คณะกรรมการพิจารณามารยาท วินัย และข้อประท้วงของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สมาคมฟุตบอลฯ)ได้ทำการพิจารณาโทษของสโมสรฟุตบอลนครปฐม วันที่ 29 ธันวาคม 2553 กรณีพิพาทระหว่างสโมสรฟุตบอลนครปฐม พบกับ สโมสรฟุตบอล ศรีษะเกษ ณ.ห้องประชุมสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษผู้กระทำผิดดังนี้

ตัดสิทธิสโมสรฟุตบอลนครปฐม เอฟซี ที่จะส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันในรายการที่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ รับรองทุกรายการเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ซึ่งจะพ้นกำหนดโทษ และมีสิทธิเข้าแข่งขันในฤดูกาล 2556

ดังนั้น สิทธิในการเลื่อนชั้น หรือตกชั้นเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันประจำปี 2555 ในรายการ “ลีกดิวิชั่น 1” จำต้องมีการลดชั้นของทีมที่อยู่ใน 5 อันดับสุดท้าย ของตารางการแข่งขันเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลของลีกดิวิชั่น 1 ลงไปเล่นในลีกดิวิชั่น 2 ส่วนทีมใดที่ตกชั้นแล้ว จะอยู่ในกลุ่มภาคใดให้ใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาของคณะกรรมการจัดการแข่งขันลีกดิวิชั่น 2

และให้มีการเลื่อนทีมที่อยู่ใน 4 อันดับแรก ของตารางการแข่งขันเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลของลีกดิวิชั่น 2 ขึ้นไปเล่นในลีกดิวิชั่น 1 และให้สโมสรฟุตบอลนครปฐม เข้าร่วมการแข่งขันแทนที่ ทีมที่ตกชั้นอีก 1 ทีม

AFC Champions League 2012










AFC CHAMPIONS LEAGUE 2012



เป็นเวลากว่า 9 ปีแล้วที่สโมสรตัวแทนจากประเทศไทย ไม่ได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มและทำผลงานได้ดีนัก นับตั้งแต่ ฤดูกาล 1994 , 1995 แชมป์ 2 สมัยซ้อน อย่างสโมสร ธนาคารกสิกรไทย และรองแชมป์ในปี 2003 ของ บีอีซีเทโร สโมสรจากไทยไม่ได้ไปใกลกว่ารอบแบ่งกลุ่มเลย จะเนื่องจากโควต้าก็ดีหรือผลงานในรอบ Play Off ก็ดี แต่ในฤดูกาลนี้ที่แชมป์สูงสุดของประเทศได้สิทธิ์อัตโนมัติ มีแนวโน้มที่ดีและผลงานที่ดีพอจะเข้ารอบต่อๆไป บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตัวแทนจากประเทศไทย ต้องยอมรับครับว่า " ทริปเปิ้ลแชมป์ " จากประเทศไทยนั้นแข็งแกร่งกว่าทุกทีมของไทยจริงๆ สามารถต่อกรกับทีมชั้นนำจากเอเซียได้อย่างสูสีและสามารถขึ้นเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม H โดยการชนะ 2 นัดรวดที่ผ่านมาทำให้ทุกทีมในเอเซียไม่สามารถมองข้ามทีมจากประเทศไทยได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้สที่สโมสรจากประเทศไทยจะประกาศศักดา


วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

Esan United


''กูปรี'' อีสาน ยูไนเต็ด เดินหน้าเสริมทัพต่อ ล่าสุดยืมแข้งจาก ''กิเลนผยอง'' เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
คือนวพล ตันตระเสนีย์ กับ ไพโรจน์ โสภา มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว 1 ปีแม้จะยังมีปัญหาเรื่องการย้ายถิ่นฐาน ทว่า "กูปรี" อีสาน ยูไนเต็ด ยังคงเดินหน้าเสริมทัพต่อไปในช่วงโค้งสุดท้ายของการซื้อขานตัวผู้เล่น
ล่าสุดจากการเปิดเผยของ ชานนท์ พลเสนา เลขาฯ อีสาน ยูไนเต็ด ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้สโมสรได้บรรลุข้อตกลงกับ "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในการคว้าตัวสองกองหลังอย่าง นวพล ตันตระเสนีย์ กับ ไพโรจน์ โสภา มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัว 1 ปี ซึ่งได้เดินทางมาร่วมฝึกซ้อมกับทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งนี้ นวพล ตันตระเสนีย์ กับ ไพโรจน์ โสภา ถือเป็นนักเตะเอสซีจี เมืองทอง คนที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ที่ย้ายไปร่วมทีมอีสาน ยูไนเต็ด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นนทพันธ์ เจียรสถาวงศ์ แบ็กซ้ายตัวเก่ง เพิ่งจะจรดปากกาย้ายไปร่วมทีมอีสานด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาลเช่นกัน ขณะที่ คาร์ลอส ลูญ่า นายทวารชาวบราซิล ลูกศิษย์ก้นกุฏิของ รอยเตอร์ โมไรร่า กุนซือใหญ่ของทีม ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าเตรียมย้ายมาเล่นในเมืองไทยกับอีสาน ยูไนเต็ด ตามคำเชิญและทาบทามของ รอยเตอร์ โมไรร่า และมีทีท่าว่าไม่มีปัญหาสำหรับการคว้าตัวนายทวารรายดังกล่าวมาร่วมทีมล่าสุด ชานนท์ พลเสนา เลขาฯ อีสาน ยูไนเต็ด ออกมายอมรับว่า คาร์ลอส ลูญ่า หมดสิทธิ์ย้ายมาเล่นกับอีสาน ยูไนเต็ด เป็นที่แน่นอนแล้ว เนื่องจากมีปัญหาเรื่องของพาสปอร์ตและใบอนุญาตทำงาน
ทำให้สโมสรจำเป็นต้องเร่งหาผู้รักษาประตูรายใหม่มาร่วมทีมเป็นการด่วน เนื่องจากเหลือเวลาไม่มากสำหรับการเจรจาตัวนักเตะในช่วงโค้งสุดท้ายของการซื้อขายตัวผู้เล่นสำหรับนักเตะต่างชาติของอีสาน ยูไนเต็ด ปัจจุบันมีอยู่ 3 คน ประกอบไปด้วย วิคเตอร์ อมาโร่, ชายาเน่ ซานโต๊ส และ มาร์ซิโอ ดา ซิลวา

TOT SC


"ฮัลโหล" ทีโอที เอสซี ที่รอดตายแบบต้องลุ้นยันนัดสุดท้ายของฤดูกาล ทุ่มงบทำทีมปีหน้า 70 ล้านบาท วางเป้าขอจบด้วยท็อปไฟฟ์ บอกเรื่องหนีตายเหมือนซีซั่นก่อนลืมไปได้เลย ตัวนอกเก็บไว้ใช้งานแค่ 3 ราย คือ
โคเน่ โมฮาเหม็ด, ดีเอโก้ คอสต้า วอช และ คาวามูระ ขณะที่นักเตะไทยเตรียมโละ 8-9 รายหลังอยู่รอดในลีกสูงสุดของไทยได้ โดยนัดสุดท้ายบุกชนะ บีอีซี เทโรฯ ได้ 3-2 ทำให้ไม่ตกชั้นโดยจบด้วยอันดับ 14 ได้สำหรับ "ฮัลโหล" ทีโอที เอสซี ล่าสุด ศักดิ์ชาย เนตรอาภา เลขาฯ ทีม ได้ออกมากล่าวถึงการเตรียมทีมฤดูกาลใหม่ว่า ฤดูกาลที่เพิ่งจบไป เรารู้สภาพดีอยู่แล้วว่าทีมต้องเผชิญกับชะตากรรมในการลุ้นหนีตกชั้น แต่ท้ายที่สุดแม้เราจะเหนื่อย แต่ก็อยู่รอดโดยไม่ตกชั้นได้สำเร็จ สำหรับฤดูกาลใหม่นั้น เราน่าจะมีงบทำทีมราว 70 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายนั้นแน่นอนว่า เราจะขอจบด้วยอันดับไม่เกินที่ 5 ให้ได้ และเชื่อว่าเราจะไม่ต้องมาดิ้นรนหนีการตกชั้นเช่นปีนี้อีกแน่นอนตัวนอกอยู่แค่ 3,ตัวไทยโละ 8-9 ราย เลขาฯ ทีมทีโอที กล่าวต่อว่า สำหรับความเคลื่อนไหวในส่วนของตัวผู้เล่นนั้น นักเตะต่างชาติที่จะอยู่กับทีมต่อไปมี 3 รายเท่านั้น คือกองหน้าตัวเก่งของทีมอย่าง โคเน่ โมฮาเหม็ด, กองกลาง อย่าง ดีเอโก้ คอสต้า วอซ และกองหลังอย่าง ทาคาฮิโระ คาวามูระ รายอื่นๆ ปล่อยออกจากทีมหมด ส่วนนักเตะไทยน่าจะมีนักเตะไม่อยู่ในแผนทำทีมราว 8-9 ราย เลยทีเดียว ซึ่งคือรายที่ไม่ค่อยได้ลงสนามนั่นเอง โดยนักเตะต่างชาตินั้นจะหามาเสริมทัพอีกราว 3 ราย เท่านั้น ส่วนสนามเหย้าที่จะยังใช้สนาม ทีโอที สเตเดี้ยม ที่ สนง.ใหญ่ บมจ.ทีโอที แจ้งวัฒนะ ตามเดิม

Chainat FC


ชัยนาทโละ2แข้งปรับทีมเล่นไทยลีก
"นกใหญ่พิฆาต" ชัยนาท เอฟซี ทีมน้องใหม่ในศึกฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก หลังจากที่สามารถเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้ โดยทางสโมสรชัยนาท เอฟซี ได้มีการปรับทีมครั้งใหญ่เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันศึกฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกที่จำลังจะมาถึง ล่าสุดทางต้นสังกัดได้ปล่อยผู้เล่นออกจากทีมอีก 2 คน ได้แก่ ไปรเวท วันนา และ กฤษดา ปิสสา โดย "โค้ชหระ" อิสระ ศรีทะโร กุนซือใหญ่ของทีมชัยนาท เอฟซี กล่าวว่า
"เพื่อเป็นการรองรับผู้เล่นคนอื่นที่จะเข้ามาร่วมทีมในอนาคต สโมสรจึงจำเป็นต้องมีการปล่อยตัวผู้เล่นที่อาจไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมออกไป โดยเป็นรายของ ไปรเวท วันนา ก็จะย้ายไปแบบยืมตัวกับทีมร้อยเอ็ด ยูไนเต็ด ส่วนในรายของ กฤษดา ปิสสา ก็ย้ายเป็นแบบยืมตัวกับทีมพิษณุโลก ทีเอสวาย เอฟซี เช่นกัน"

Bangkok Glass FC


สำหรับปี 2555 นี้ ทางสโมสรฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสโมสรฯ ให้เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเน้นการเติบโตทางรายได้และการขยายฐานแฟนบอล ส่วนด้านผลงานทีมปีนี้ ก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ได้อยู่ในตำแหน่งท็อปทรีของตารางฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก 2555 กอปรกับเป้าหมายระยะสั้นก้าวสู่ตำแหน่งแชมเปี้ยนภายใน 3 ปี โดยได้คุณสุรชัย จตุภัทรพงศ์ กลับมาสวมบทบาทหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชุดใหญ่ ซึ่งครั้งหนึ่งโค้ชง้วนเคยทำหน้าที่นี้มาแล้วเมื่อครั้งการแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกปี 2009 ซึ่งครั้งนั้นโค้ชง้วนพาทีมไปได้ถึงอันดับสามของตาราง ด้านทัพนักเตะยังคงเป็นทีมชุดเดิม ๆ ที่มีการเสริมทัพนักเตะรายใหม่ อย่าง ลีซอ ธีรเทพ วิโนทัย ที่ย้ายมาจากสโมสรบีอีซี เทโรศาสน เพื่อมาเสริมคมในกองหน้า เอรีอาส เฟเรร่า มิรานด้า มิดฟิลล์ตัวเก่งจากบราซิล ซึ่งเคยร่วมงานกับ Camboriu Futebol Clube มา และ Valery Hiek กองหลัง ซึ่งมีดีกรีร่วมทีมกับรองแชมป์ S. League 2011 อย่าง Home United Singapore มา
และในงานเปิดตัวสโมสรวันที่ 28 นี้ ผู้บริหารทีมยังเผยวิสัยทัศน์ด้านการยกระดับสโมสรให้พัฒนาทั้งด้านเทคนิคและการตลาด โดยเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาได้ร่วมเจรจากับทีมชั้นนำจาก J League คือ Cerezo Osaka เพื่อร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ในการแลกเปลี่ยนผู้เล่น ร่วมแลกเปลี่ยนเทคนิคฟุตบอล การสนับสนุนด้านการกีฬาในระดับเยาวชน และเพื่อร่วมขยายฐานกลุ่มแฟนคลับเชิงพาณิชย์ร่วมกัน ซึ่งบทสรุปของการเจรจาเป็นพันธมิตรร่วมกันนั้น ทางประธาน Cerezo Osaka มีความพร้อมและยินดีอย่างยิ่งที่จะได้มีโอกาสร่วมงานกับสโมสรบางกอกกล๊าส เอฟซี
นอกนี้ สโมสรฯ ยังเปิดตัวสปอนเซอร์ประจำฤดูกาล 2555 ซึ่งสปอนเซอร์หลัก ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ลีโอ ลีโอ ที่เหลือสัญญาการเป็นสปอนเซอร์หลักในปีนี้อีกหนึ่งปี ส่วนสปอนเซอร์รอง ยังคงเป็น บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส ตามด้วยผู้สนับสนุนรองรายอื่นคือ โคมัตสุเซลส์ (ประเทศไทย) ภายใต้ผลิตภัณฑ์ รถขุด โคมัตสุ บริษัท อเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล แอชชัวร์รันส์ จำกัด (AIA) ผลิตภัณฑ์เครื่องกีฬา Umbro และผู้สนับสนุนน้องใหม่ล่าสุดคือ บริษัท ยีเอส แบตเตอรี่เซลส์ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ GS BATTERY ซึ่งกระโดดเข้ามาร่วมสนับสนุนด้วยในงบประมาณถึง 9 ล้านบาท

Thai Port FC



“สิงห์เจ้าท่า” พ้นวิกฤติ ไม่ต้องยุบทีม พร้อมลุยศึกไทยพรีเมียร์ลีก 2012 แล้ว หลังการเจรจาระหว่าง การท่าเรือแห่งประเทศไทย และบริษัท ซูเปอรฺริซ ได้ข้อยุติ โดยการท่าเรือฯ ยืนยันให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งจะหางบประมาณมาช่วย ส่วนโลโก้และชื่อทีม เตรียมเปิดให้แฟนบอลร่วมพิจารณา

ที่ห้องประชุมการท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา บอร์ดบริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ตัวแทนจากสหภาพฯ ได้เชิญ “เสี่ยเบน” นายวรพงษ์ ตันติเวชยานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูเปอร์ริซ และรองประธานสโมสร ที่ได้สิทธิ์ส่งทีมสิงห์เจ้าท่า เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก มาหารือเพื่อแก้ปัญหาของทีมการท่าเรือไทย ก่อนลงสู้ศึกฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2012

ภายหลังการหารือ นายวรพงษ์ ได้เปิดเผยว่า นับเป็นข่าวที่ดี ที่บอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย เข้าใจถึงปัญหาในฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ต้องค้างจ่ายให้กับนักเตะ รวมไปถึงเจ้าหน้าทีทีม จนทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา แต่โชคดีที่ทุกคนช่วยกันอย่างเต็มที่ จนสามารถพาทีมผ่านพ้นไปได้ อีกทั้งผลงานของทีมก็ออกมาดีด้วยเช่นกัน โดยคว้าอันดับ 7 จากศึกไทยพรีเมียร์ลีก และเข้ารอบชิงฟุตบอลลีก คัพ“

ตอนนื้ทางบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย ยินดีที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ นอกจากงบประมาณจำนวน 10 ล้านบาท สำหรับประชาสัมพันธ์ โดยจะจัดสรรให้เดือนละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังจะช่วยหาสปอนเซอร์เข้ามาร่วมสนับสนุนเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง พร้อมทั้งจะเพิ่มไฟฟ้าสนามให้ใหม่ เพื่อให้ได้มาตรฐาน อีกทั้งจะช่วยเหลือเรื่องที่จะต้องเช่าสนามทั้งฝึกซ้อมและแข่งขันอีกด้วย ดังนั้นเมื่อทางการท่าเรือแห่งประเทศไทย ประกาศให้การสับสนุนอย่างเต็มที่เช่นนี้ ก็พร้อมเดินหน้าทันที ไม่มีการยุบทีมแต่อย่างใด โดยในสัปดาห์นี้จะส่งเอกสารให้กับบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก เพื่อยืนยันจะส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันแน่นอน”

เสี่ยเบญ เผยอีกว่า ในส่วนของทีมตอนนี้ไม่มีปัญหา เพราะนักเตะได้มีการเซ็นสัญญาไว้แล้วจำนวน 22 คน และเมื่อมีความชัดเจนกับการท่าเรือ ก็เตรียมเดินหน้าหานักเตะเข้ามาเสริมทีมต่อไป ส่วนเฮดโค้ชนั้นได้แต่งตั้งให้ “โค้ชอุ้ม” ปิยะกุล แก้วน้ำค้าง เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ในขณะที่ “โค้ชธง” ธงชัย สุขโกกี ที่ประกาศลาออก หลังจากที่ไม่สามารถพาทีมรักษาแชมป์ฟุตบอลลีก คัพได้ จะแต่งตั้งให้เป็น ผช.ผอ.สโมสร ส่วน เด่นพงษ์ พงษ์ญาติ ก็ยังดำรงค์ตำแหน่งเดิมคือ ผอ.สโมสร ส่วนโลโก้ และชื่อทีมใหม่นั้น คงต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ โดยจะให้แฟนบอลมีส่วนร่วม ในการเลือกโลโก้และชื่อทีมใหม่ โดยจะให้ส่งเข้าประกวดกัน เพื่อคัดเลือกที่ถูกใจฝ่ายบริหารและแฟนบอลมากที่สุด“

ตอนนี้เรามีงบประมาณที่ได้จากสปอนเซอร์มาแล้วจำนวน 18 ล้าน จากการท่าเรืออีก 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 28 ล้าน แต่ทว่าฤดูกาลนี้เราต้องใช้งบประมาณร่วม 50 ล้านบาท ดังนั้นในส่วนที่เหลือก็ต้องหาสปอนเซอร์เข้ามาร่วมสนับสนุนเพิ่มเติม เพราะหากเรามีงบประมาณแค่นี้ก็อาจจะสู้ได้แค่ครึ่งฤดูกาลเท่านั้น แต่เชื่อว่าด้วยความชัดเจนจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่พร้อมจะให้การสนับสนุนเต็มที่ น่าจะช่วยกันหางบประมาณมาเติมในส่วนที่ขาดได้”

BECTERO-SASANA



มังกรไฟปรับทีมเต็มอัตราศึกสู้ศึกไทยพรีเมียร์ลีก
วันนี้เวลา 13.30 น. ณ อาคารมาลีนนท์ ทาวเวอร์ หนึ่งในสโมสรยักษ์ใหญ่ทีมมังกรไฟ “บีอีซี – เทโร ศาสน” เปิดตัวทีมฤดูกาล 2012 โดยมี มร. ไบรอัน แอล. มาร์การ์ ประธานสโมสรเป็นประธานงานแถลงข่าว พร้อมด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ มร. โรเบิร์ต โปรกูเรอร์ (ROBERT PROCUREUR) ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของทีม และ มร.แอนดรูว์ ออร์ด (ANDREW ORD) หัวหน้าโค้ช พร้อมนักเตะแข้งทองในสังกัดกว่า 30 คน ซึ่งมี “บิ๊กเปี๊ยก – องอาจ ก่อสินค้า” เลขาธิการสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศ ไทยฯ ให้เกียรติร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย
โดยปีนี้ ทีมบีอีซี – เทโร ศาสน ครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้ง ภายใต้สโลแกน “Fire Dragon the Legend Begins” และชุดยูนิฟอร์มนักเตะที่จะลงสนาม รวมถึงชุดลงซ้อม ได้รับการสั่งทำเป็นพิเศษโดยมีความหมายถึงความยิ่งใหญ่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งภายในงานแถลงข่าวมีวีทีอาร์บอกเล่าเรื่องราวและความสำเร็จที่ผ่านมาของทีมมังกรไฟ
สำหรับสปอนเซอร์ที่ร่วมสนับสนุน “ทีมมังกรไฟ” ยังคงแน่นหนาเหมือนเช่นเคย โดยมี ไทยทีวีสี ช่อง 3 ซึ่งฉลองครบรอบ 42 ปีในปีนี้ เป็นสปอนเซอร์หลักของทีม พร้อมด้วยผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมงานแถลงข่าวโดยพร้อมเพรียงกันทั้ง สายการบินแอร์เอเชีย, เอฟบีที, ไวไว, ฮอนด้า และโรงพยาบาลสมิติเวช โดยประธานสโมสร มร. ไบรอัน แอล. มาร์การ์ ได้กล่าวถึงเป้าหมายของทีมในปีนี้ว่า “เรามีผู้เล่นตัวฉกาจในตำแหน่งต่างๆ และมีแผนการวางทีมที่รัดกุม นักเตะของเราซ้อมอย่างหนักเพื่อการลงเล่นในระบบทีมเวิร์คที่ดีที่สุด แน่นอนว่าเป้าหมายของทีมเราก็เหมือนกับทุกทีม นั่นคือการคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกให้ได้”
ทางด้านผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ของทีมมังกรไฟ “โรเบิร์ต โปรกูเรอร์” ผู้ที่มีประวัติผลงานการคุมทีมที่ผ่านมาเป็นที่ยอมรับว่าอยู่ในระดับเกรดเอ ซึ่งน่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่าลีลาการเล่นของทีมในฤดูกาลนี้จะออกมาดุเดือดอย่างแน่นอน “เป้าหมายการทำทีมของผมคือการพัฒนาทุกจุดทุกส่วนของทีมให้ดีที่สุด เพื่อผลงานที่ดีที่สุดของทีม จุดประสงค์ 3 ข้อที่ผมมีคือ 1. ดึงนักเตะที่มีคุณภาพ ซึ่งรวมถึงนักเตะเยาวชนทีมชาติที่มีฝีเท้าดีเข้าร่วมทีมของเรา เพราะแน่นอนว่าแต่ละทีมต้องคัดนักเตะที่มีฝีเท้าดีเข้ามาอยู่กับทีม 2. สนามแข่งขันของทีมที่มีมูลค่าการก่อสร้างค่อนข้างสูงเนื่องจากคอนเซ็ปต์การสร้างสนามที่สมบูรณ์แบบและไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน 3. ด้านนักเตะเยาวชนทีม RBEC – BEC TERO SASANA ที่จะแข่งในดิวิชั่น 2 จะต้องสร้างผลงานที่ดี ซึ่งสไตล์การทำทีมของผมคือ ทีมรุกสไตล์เอ็นเตอร์เทนคนดู ซึ่งแฟนบอลของเราจะได้ลุ้นการทำประตูของเราอย่างแน่นอน อีกอย่างหนึ่งผมอยากจะเชิญชวนแฟนคลับให้มาร่วมเชียร์ทีมของเรากันมากๆ เพราะแฟนคลับคือกำลังใจสำคัญของพวกเรา” โรเบิร์ต กล่าว
ปีนี้ทีมบีอีซี – เทโร ศาสน มีการดึงนักเตะดาวเด่นเข้าร่วมทีม อาทิ “เอกพันธ์ อินทเสน” และ “เคลตัน ซิลวา” นักเตะชาวบราซิลที่ทำผลงานได้ดี ซึ่งซิลวาสามารถยิงประตูได้ทุกนัดที่ลงแข่ง ยืนในตำแหน่งกองหน้า “ผมสัญญาว่าทุกแมตซ์ที่ลงแข่ง ผมจะทำให้ดีที่สุดเพื่อทีมของเรา” ซิลวา กล่าว ทางด้านกองกลางประกอบไปด้วย “รังสรรค์ วิวัฒนชัยโชค”, “คาลิด คาเล็ด คารูบี้” นักเตะชาวฝรั่งเศส, “ทาเกโนริ ฮายาชิ” นักเตะชาวญี่ปุ่น และ “พานุวัฒ ยิ้มสง่า”
ทางด้าน ธัญญะ วงศ์นาค ผู้จัดการทีม ได้กล่าวว่า “ปีนี้เป้าหมายของทีมเราคือ การยืนอยู่ใน 4 อันดับแรกของตารางไทยพรีเมียร์ลีก และภายใน 3 ปีนี้ บีอีซี – เทโร ศาสน จะต้องคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกให้ได้ ส่วนในปีนี้ต้องคว้าแชมป์ให้ได้ 1 ใน 3 รายการ” ส่วนงบประมาณการทำทีม ผู้จัดการทีมมังกรไฟได้เปิดเผยว่า “ปีที่แล้วเรามีงบประมาณอยู่ที่ 100 ล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าปีนี้งบประมาณการทำทีมมากกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน”
นอกจากนี้ ทีมสโมสรบีอีซี – เทโร ศาสน ได้ร่วมมือกับสโมสรฟุตบอลมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ภายใต้ชื่อ “RBEC – BEC TERO SASANA” ให้การฝึกสอนนักเตะเยาวชนและส่งทีมเยาวชนเข้าร่วมแข่งขันในลีกฟุตบอลภูมิภาคดิวิชั่น 2 เป็นการส่งเสริมประสบการณ์และเตรียมความพร้อมสู่การลงเป็นตัวจริงในทีมใหญ่ในภายภาคหน้า

Samutsongkhram FC


นายสมชาย ตันประเสริฐ ประธานสโมสร สมุทรสงคราม เอฟซี เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวสโมสร เจนิฟู๊ด สมุทรสงคราม เอฟซี เพื่อสู้ศึกลูกหนังไทยพรีเมียร์ลีก 2012 โดยมี นายสงคราม ตะวัน ผู้จัดการทีม "โค้ชป้ำ" วรวรรณ ชิตะวณิช เฮดโค้ช และนายรุ่งโรจน์ บุญยทรัพยากร กรรมการผู้จัดการบริษัท เบสไฟว์ อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เจนิฟู๊ด ร่วมแถลง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2555 ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป
สำหรับฤดูกาลนี้ "ปลาทูคะนอง" เจนิฟู๊ด สมุทรสงคราม เอฟซี จะได้ "เจนิฟู๊ด" เข้ามาเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอกเสื้อ พร้อมให้งบทำทีม 20 ล้านบาท โดยนายพล คนขอนแก่น ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ "เจนิฟู๊ด" กล่าวถึงการให้การสนับสนุน "ปลาทูคะนอง" ว่า "ทันทีที่ทราบว่าสมุทรสงครามยังไม่มีผู้สนับสนุน ผมใช้เวลาตัดสินใจเพียง 5 นาทีเท่านั้นในการเข้าไปช่วยเหลือ ที่สำคัญยังได้รับการประสานจากมูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี โดยมีท่าน ดร.มนัส โนนุช ผู้แทนพระองค์ได้แวะมาเยี่ยมชมสโมสร ทำให้เราเล็งเห็นถึงสปิริตของผู้บริหารของสมุทรสงคราม เอฟซี และนักเตะ จึงไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมสนับสนุนในฤดูกาล 2012"
ด้านนายสมชาย ตันประเสริฐ ประธานสโมสร กล่าวถึงเป้าหมายว่า "ต้องขอขอบคุณเจนิฟู๊ดที่เข้ามาสนับสนุนให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เราจะใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่ากับที่ได้รับความไว้วางใจ ซึ่งเป้าหมายคงไม่ต้องหวังสูงเพราะก็ต้องยอมรับว่าเราไม่พร้อม ดังนั้นหากรอดตกชั้นได้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่ในใจยังหวังลึกๆ ที่จะขึ้นไปติด 8 อันดับแรกให้ได้ แต่คงต้องรอการเสริมทัพในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง"
ขณะที่ "โค้ชป้ำ" กล่าวว่า "ด้วยงบประมาณการทำทีมที่มีอยู่การเสริมนักเตะใหม่จึงทำได้ไม่เต็มที่นัก ประกอบกับนักเตะตัวหลักในฤดูกาลที่แล้วต่างก็ย้ายออกไปมาก ทว่าด้วยสปิริตของนักเตะที่ไม่คิดจะยอมแพ้ ผมจึงเชื่อว่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราจะรอดตกชั้นได้"

TTM Chiangmai

เปิดตัวทีทีเอ็ม เชียงใหม่ อย่างยิ่งใหญ่ ทีทีเอ็ม เชียงใหม่ เปิดตัวสโมสรและแถลงความพร้อมประจำฤดูกาล 2012 แล้วที่โรงงานยาสูบ ถนนพระราม 4 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม เวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าขอติดอันดับ 1 ใน 6 แต่ยังไม่ชัวร์เรื่องปักหลักที่เชียงใหม่ ด้าน ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เพ้อมีดีพอลุ้นแชมป์
โดยงานนี้ “สิงห์เหนือ” เปิดตัวเสื้อแข่งแบบใหม่ทั้งชุดเหย้าและชุดเยือนซึ่งปักตราสโมสรในชื่อว่า “ทีทีเอ็ม เชียงใหม่” พร้อมด้วยทีมงานชุดใหม่ประกอบด้วย ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์, ต่อศักดิ์ โชติมงคล ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบนั่งเก้าอี้ประธานสโมสร, สุรจิต กัลยาณมิตร อดีตประธานสโมสรโยกไปเป็นรองประธานสโมสรฝ่ายบริหาร, อำนวย ทองหยอย ผู้จัดการทีม และ สมชาย ชวยบุญชุม ทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอน
ด้าน ทนุศักดิ์ รมช.คลัง ประกาศกร้าวว่า “ที่ผ่านมาเราอาจจะดิ้นรนหนีการตกชั้น แต่นับจากนี้ไปเราจะต้องกลับมาประสบความสำเร็จให้ได้ด้วยงบประมาณที่เราพร้อมทุ่มอย่างเต็มที่ ดังนั้น เป้าหมายที่ผมวางไว้ก็คือการคว้าแชมป์ให้ได้เหมือนในอดีตที่เราเคยได้แชมป์ไทยลีกเมื่อปีพ.ศ.2547”
ขณะที่ ต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานสโมสรคนใหม่เผยว่า “ปีนี้เรามีงบทำทีมสูงถึง 80 ล้านบาทซึ่งมาจากโรงงานยาสูบ 40 ล้านบาทและผู้สนับสนุนต่างๆ อีก 40 ล้านบาท ซึ่งเราพร้อมสนองนโยบายของกระทรวงการคลังในการสนับสนุนกีฬา ซึ่งเป้าหมายที่สโมสรวางไว้อยู่ที่การจบอันดับ 1 ใน 6 เมื่อดูศักยภาพของทีมแล้วผมเชื่อว่าเราทำได้”
นอกจากนั้น ต่อศักดิ์ ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าว MGR Sport เรื่องปัญหาการย้ายจากจังหวัดพิจิตรไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า “เราจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในนามบริษัทสโมสรฟุตบอลทีทีเอ็ม หรือ ทีทีเอ็ม เอฟซี แต่ใช้ชื่อทีมลงแข่งขันในไทยพรีเมียร์ลีก 2012 ว่า ทีทีเอ็ม เชียงใหม่ ซึ่งเบื้องต้นเราจะใช้เล่นนัดเหย้าที่สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีซึ่งจุผู้ชม 20,000 คนตลอดฤดูกาลที่จะถึงนี้ แต่หลังจากนั้นยังต้องดูกันอีกครั้ง ส่วนเรื่องแฟนคลับคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เนื่องจาก เชียงใหม่ เป็นจังหวัดใหญ่มีประชากรถึง 1.8 ล้านคน เมื่อเราเข้าไปก็จะเป็นอีกทางเลือกให้ชาวเชียงใหม่ได้ดูฟุตบอลลีกสูงสุด นอกเหนือจากเชียรทีม เชียงใหม่ เอฟซี (อยู่ในดิวิชัน 2 โซนภาคเหนือ)”

Chiangrai United


กองเชียร์ "กว่างโซ้งมหาภัย" เชียงราย ยูไนเต็ด ร่วมกันประมูลเสื้อแข่งได้เงินเข้าทีมถึง 3 ล้านบาท โดยเสื้อของ ยงยุทธ ติยะไพรัช ประมูลได้ 150,000 บาท ขณะที่ของ "บิ๊กฮั่น" มิติ ติยะไพรัช ประธานสโมสร ประมูลได้ราคา 250,000 บาท ทีมวางเป้าจบด้วยอันดับไม่เกินที่ 6 ให้ได้
เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา ณ ห้อง จำปาลาว โรงแรมโพธิ์วดล รีสอร์ท แอน สปา จ.เชียงราย ในเวลา 18.00 น. สโมสร "กว่างโซ้งมหาภัย" เชียงราย ยูไนเต็ด ได้เปิดงานแถลงข่าวโครงการ "ระดมทุนสู่แชมป์ไทยลีก" โดยได้มีครอบครัวชาวกว่างโซ้งเข้าร่วมระดมทุน ซึ่งได้รับเงินบริจาคทั้งหมดในงานนี้มากกว่า 3 ล้านบาท
ภายในงาน ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและที่ปรึกษาสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ดเป็นประธานงานแถลงข่าว, "บิ๊กฮั่น" มิติ ติยะไพรัช ประธานสโมสร เชียงราย ยูไนเต็ด พร้อมด้วยแฟนคลับ "กว่างโซ้งมหาภัย" ร่วมกันแถลงข่าวพร้อมด้วยสื่อมวลชนหลายสาขาคณะอย่างมากมายคลับคลั่ง
ด้าน ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและประธานในงานครั้งนี้ รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่เห็นแฟนคลับเชียงรายเข้าร่วมงานนี้กับมากมาย นอกจากนี้ยังได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่เข้าร่วมงานโครงการ "ระดมทุนสู่แชมป์ไทยลีก" เชื่อหากประชาชนชาวเชียงรายยังก้าวไปแบบนี้ด้วยกันตลอด เชียงราย ยูไนเต็ดจะก้าวไปข้างหน้าได้ไกลอย่างแน่นอน
ขณะที่ "บิ๊กฮั่น" มิติ ติยะไพรัช ประธานสโมสร "กว่างโซ้งมหาภัย" เชียงราย ยูไนเต็ด ได้ออกมากล่าวขอบคุณครอบครัวชาวกว่างโซ้ง ที่ให้ความสนใจกับงานนี้ค่อนข้างเยอะ พร้อมยังกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในงานนี้ นอกจากเป็นการระดมทุนแล้ว ยังเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้แฟนคลับเชียงราย ยูไนเต็ด ได้พบปะซึ่งกันและกันด้วย
นอกจากนี้ทางด้าน มิติ ติยะไพรัช ยังได้กล่าวอีกว่า เป้าหมายในฤดูกาลนี้ของทีมคือติด 1 ใน 6 ของตารางการแข่งขันให้ได้ และเชื่อทีมมีการเตรียมตัวที่ดีในช่วงเวลาที่ผ่านมารับรองเป้าหมายในฤดูกาลนี้สำเร็จอย่างแน่นอน
ภายในงานครั้งนี้ นอกจากเป็นการระดมจากแฟนคลับ "กว่างโซ้งมหาภัย" และสปอนเซอร์ภายในจังหวัดแล้ว ยังได้มีการประมูลเสื้อของเหล้านักเตะและผู้บริหารของทีมด้วย
โดยเสื้อของ ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประมูลได้เงินถึง 150,000 บาท ขณะที่เสื้อของทาง "บิ๊กฮั่น" มิติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรถูกประมูลเสื้อด้วยราคาถึง 250,000 บาท
สำหรับยอดเงินทั้งหมดในการบริจาคจากโครงการ "ระดมทุนสู่แชมป์ไทยลีก" ของสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ได้เงินบริจาครวมไปถึงเงินจากการประมูลเสื้อของเหล่านักเตะและผู้บริหารทีมมากกว่า 3 ล้านบาท

BB-CU FC


เลิศหรู…บีบีซียูใช้สนามราชมังคลาฯเป็นรังเหย้าจนจบซีซั่น เป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรังเหย้าของ “บีบีซียู เอฟซี” ทีมน้องใหม่ในฟุตบอลสปอนเซอร์ไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2012 ซึ่งตอนแรกเหมือนว่าจะลงตัวกับสนามกีฬากองทัพบก โดยใช้ร่วมกับทีม “อาร์มี่ ยูไนเต็ด” แต่ท้ายสุด บ.ไทยพรีเมียร์ลีกมีกฏห้ามทีมในลีกเดียวกันใช้สนามร่วมกัน งานเลยงอกใส่ฝ่ายบริหารของบีบีซียูจังเบ้อเริ่มในการหารังเหย้าใหม่ แว่วแรกมาว่าจะใช้สนามธูปะเตมีย์ ร่วมกับ “แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด” แต่ก็ไม่ลงตัวในเรื่องค่าใช้จ่าย จึงเบนเข็มมาที่สนามศุภชลาศัย แต่ก็ติดปัญหาคิวสนามที่แน่นขนัดไปด้วยโปรแกรมการแข่งขันรายการอื่นๆ โดยล่าสุด “เอกรัตน์ ควรศิริ” รองผู้จัดการทีมกล่าวสรุปว่า “ตอนนี้เราลงตัวกับ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเป็นสนามที่พร้อมและได้มาตรฐานในทุกๆเรื่อง เชื่อว่าบรรดานักเตะหลายคนก็ใฝ่ฝันในการลงเตะในสนามนี้ ส่วนเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงฝ่ายบริหารของเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็หวังว่าพี่น้องย่านหัวหมากจะเข้ามาร่วมเชียร์ร่วมชมและเป็นแฟนคลับของ บีบีซียู เอฟซี ของเรา”
หลังจากที่ บีบีซียู เอฟซี ได้อุ่นแข้งกับ พังงา เอฟซี ทีมระดับดิวิชั่น 2 ซึ่งผลเสมอกัน 0-0 “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือของทีมได้เปิดเผยว่า ตนได้ใช้เกมส์นี้เป็นการทดสอบฝีเท้านักเตะใหม่ และเก่า ซึ่งตนพอใจกับฟอร์มการเล่นของลูกทีมในนัดนี้ แต่ยังต้องปรับในเรื่องของความเข้าใจเกมส์ ความกันนี้ อดีตศูนย์หน้าจอมตีลังกาทีมชาติไทยยัง เปิดเผยว่าต้องการจะเสริมตัวผู้เล่นเพิ่มอีก ในตำแหน่งของเซนเตอร์ และกองหน้า โดยในโควตาของเอเชียที่กำลังมองหาอยู่ ก็จะมีนักเตะจากเกาหลี และญี่ปุ่นเดินทางมาร่วมทดสอบฝีเท้าภายในอาทิตย์นี้อย่างแน่นอน เมื่อกล่าวถึงผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง มุสซ่า ซิลซ่า กองกลางตัวรับจาก “กระต่ายแก้ว” บางกอกกล๊าส เอฟซี, พิเชษฐ์ อินทร์บาง กองหน้า และสิทธิศักดิ์ ตาระพัน ปีกซ้าย จากสุพรรณบุรี เอฟซี, วุฒิศักดิ์ มูลมณี แบ็คขวา จาก เอสซีจี สุมทรสงคราม เอฟซี และ สาลาฮูดิน อาแว กองกลางตัวรุก จาก ปตท.ระยอง ที่ร่วมฝึกซ้อมกับทีมได้ระยะหนึ่งแล้ว นั้น “โค้ชซิโก้” เชื่อมั่นว่าทั้ง 5 คนจะเป็นตัวหลักของทีมในฤดูกาลหน้าได้อย่างแน่นอน ทั้งยังทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของ บีบีซียู เอฟซีในฤดูกาลนี้คือ การจบไทยลีกด้วยอันดับเลขตัวเดียว และ จะพยายามทำทีมให้ติด 1 ใน 5 ให้ได้

Osotspa M-150 Saraburi

พลังเอ็ม” โอสถสภา เอ็ม 150สระบุรี เปิดตัวชุดแข่งขันใหม่ พร้อม 5พันธมิตร “บิ๊กต้อม” ธนา ไชยประสิทธิ์ ประธานสโมสร เท 80ล้านบาท หวังเด็ดแชมป์บอลถ้วยฉลอง 121ปี ขณะที่ผู้จัดการทีม ธัชรินทร์ โอสถานุเคราห์ ผู้จัดการทีมเผยโครงการใหญ่สร้างอะคาเดมี ปั้นเด็กลูกหม้อป้อนชุดใหญ่ ส่วน “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก กุนซือใหญ่ เน้นสปิริตพาทีมซิว 1แชมป์ พร้อมเปิดโผนักเตะหลังได้ศัตรูพ่าย ศรีณรงค์ และกองหน้ารวันดาเสริมในวินาทีสุดท้ายก่อนปิดตลาด
ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 3ชั้น 4บริษัท โอสถสภา จำกัด เมื่อวันที่ 9มีนาคม ที่ผ่านมา “บิ๊กต้อม” ธนา ไชยประสิทธิ์ ประธานสโมสรฟุตบอลโอสถสภา เอ็ม 150สระบุรี เจ้าของฉายา “พลังเอ็ม” เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวชุดแข่งขัน พร้อมกับนักเตะ สตาฟ์โค้ช และพันธมิตรที่จะร่วมกันล่าแชมป์ฟุตบอลไทยในฤดูกาล 2555กล่าวว่า นอกเหนือจากการส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันแล้ว นโยบายของสโมสรที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาฟุตบอลไทยอย่างยั่งยืน นั่นคือ การเล่นด้วยความเป็นสุภาพบุรุษนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และเคารพกติกาการแข่งขันอย่างเคร่งครัด
“ปีนี้บริษัท โอสถสภา จำกัด อายุครบรอบ 121 ปี ดังนั้นงบประมาณที่มีทั้งหมดราว 80บาท เราคงตั้งเป้าหมายว่าต้องประสบความสำเร็จมากกว่าฤดูกาลที่ผ่านมา นั่นคือ ต้องได้แชมป์ฟุตบอลถ้วยสัก 1รายการ รวมไปถึงการขยับอันดับจากที่ 6ไปติด 1 ใน 5ของหัวตารางไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่จะมาถึงนี้”
ขณะที่ นายธัชรินทร์ โอสถานุเคราะห์ ผู้จัดการทีม กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในวงการฟุตบอลไทยมีสูงมาก ตลอดจนค่าตัว ค่าจ้างของนักเตะได้พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นนโยบายในอนาคตอันใกล้นั่นคือ เราจะสร้างสถาบันฟุตบอลของสโมสรโอสถสภา เอ็ม 150สระบุรี หรือโอสถสภา เอ็ม 150สระบุรี อะคาเดมี เพื่อสร้างนักเตะในระดับเยาวชนขึ้นไปป้อนทีมชุดใหญ่ นอกเหนือจากการผลิตนักเตะเองแล้ว เรายังจะเปิดรับฝึกสอนฟุตบอลให้กับเยาวชนในภาคฤดูร้อนไปในตัวด้วย ซึ่งเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้ น่าจะทำให้เราไม่มีปัญหาเรื่องนักเตะเยาวชนขึ้นมาเสริมทีม และยังเป็นการตอบโจทย์ของเอเอฟซีไปได้ในตัวด้วย
ด้าน “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก กุนซือใหญ่ กล่าวว่า เป็นความกดดันทุกปี เพราะความคาดหวังของทีมค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ดีด้วยคุณภาพของนักเตะที่เรามี ตลอดจนการที่ระเบียบการแข่งขันปรับโควต้านักเตะต่างชาติลงมาเป็น 5ลง 3+1 นั้น น่าจะทำให้การแข่งขันในปีนี้มีความสูสีมาก ตนเชื่อว่า ด้วยคุณภาพนักเตะไทยไม่ได้แตกต่างกันมาก เมื่อลดนักเตะต่างชาติลงน่าจะทำให้การแข่งขันเข้มข้น
“การขึ้นทะเบียนผู้เล่นจะปิดลงในวันที่ 9มีนาคมนี้ และล่าสุดเราปิดบัญชีนักเตะเรียบร้อย โดยได้ศัตรูพ่าย ศรีณรงค์ กับ จิมมี มูลิซา กองหน้าทีมชาติรวันดา เข้ามาเสริม 2คนสุดท้าย โอสถสภา เอ็ม 150สระบุรี เป็นทีมเล่นด้วยระบบ น่าจะขจัดปัญหานี้ได้พอสมควร หากเรายืนระยะได้ดี เปิดหัวสวยๆ ยังมั่นใจฤดูกาลนี้ได้ลุ้นติด 1 ใน 5ส่วนฟุตบอลถ้วยหากโชคดีจับสลากไม่เจอหนักมากคงได้ลุ้นเช่นกัน”
นอกจากนี้ในส่วนของชุดแข่งขันฤดูกาลใหม่ ยังคงใช้ชุดของแกรนด์สปอร์ต โดยออกแบบลายหัวกิเลนพิมพ์ลงบนเสื้อแข่งขัน ที่มีชุดเหลือง, แดง และดำเช่นเดิม ทั้งนี้ในฤดูกาลใหม่ทีมพลังเอ็มยังได้รับการสนับสนุนจาก 5พันธมิตรเช่นเดิมได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี, เครื่องดื่ม เอ็ม-150, ไทยแอร์เอเชีย, บริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด และบริษัท อเมริกันอินเตอร์ แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ซึ่งพันธมิตรของทีมพลังเอ็ม ทั้ง 5รายต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พร้อมสนับสนุนสโมสรอย่างต่อเนื่อง และหวังเป็น 1ในความสำเร็จของสโมสรที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับฟุตบอลลีกของไทย โดยในฤดูกาลนี้นอกเหนือจากการสนับสนุนสโมสรแล้ว ในแต่ละสัปดาห์ของเกมเหย้ายังจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ในสนามแข่งขัน เพื่อตอบแทนศรัทธาแฟนบอลอย่างมากมายแน่นอน

Army United


อาร์มี่ ยูไนเต็ด เบ็ดเสร็จทุ่ม 90 ล. งานนี้ไม่ดีกว่าซีซั่นก่อนให้มันรู้ไป
อาร์มี่ ยูไนเต็ด หรือ ''สุภาพบุรุษวงจักร'' ปีก่อนจบฤดูกาลด้วยอันดับ 13 จาก 18 ทีมทั้งๆ ที่ช่วงเริ่มต้นฤดูกาลออกสตาร์ตได้สวยไม่น้อยทีเดียวแต่ปัญหาก็คือเกมนอกที่ทำทำผลงานได้ไม่ดีต่างจากในถิ่นที่เล่นดีติดอันดับ
ต้นๆ ไม่แพ้ทีมใหญ่ๆ ไทยลีกฤดูกาล 2010 พวกเขาหวิดตกชั้น ดีที่สมาคมลูกหนังไทยมีนโยบายเพิ่มทีมเลยอยู่รอดได้ด้วยการเพลย์ออฟจากฝีมือ ทำทีมของกุนซือผู้ล่วงลับอย่าง "โค้ชก๊อก" พงษ์พันธ์ วงษ์สุวรรณ กับ ธนเดช ฟูประเสริฐ นั่นเอง สุดท้ายกุนซือทั้ง 2 รายตัดสินใจลาออกจากทีมไปและเป็น "โค้ชดู๊ด" อดุลย์ รุ่งเรือง ที่เข้ามารับไม้ต่อและพาทีมอยู่รอดโดยได้ไม่ตกชั้นได้สำเร็จ ฤดูกาลใหม่ 2012 นี้ อาร์มี่ ยูไนเต็ด ที่สลัดคราบความเป็นทีมข้าราชการทหาร ออกไปจนหมดสิ้นภายใต้การบริหารทีมของ 2 ผจก.ทีม อย่าง "เสธ.ชาย" พลตรี อดุลยเดช อินทะพงษ์ ผจก.ทีม และ "เสธ.โย่ง" พลตรี อนันตพร กาญจนรัตน์ ผจก.ทั่วไปที่รับนโยบายมาจากนายใหญ่ แห่งกองทัพบก อย่าง "บิ๊กตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานสโมสร "สุภาพบุรุษวงจักร" กลายเป็นอีกทีมที่น่าจับตามองและน่าจะมีโอกาสทำผลงานระดับที่เรียกว่าม้ามืด ออกมาได้ในฤดูกาลใหม่นี้เพราะปีนี้ทีมทุ่มงบประมาณไม่น้อยกว่าปีก่อนโดยเฉพาะการเสริมทัพด้วยนักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายรายด้วยกัน ฟันธงล่วงหน้าไว้ล่วงหน้าเลยว่า เลขตัวเดียว พวกเขาน่าจะทำได้สำเร็จแน่นอน

ส่วนเรื่องตกชั้นต้องดิ้นรนหนีตายไม่น่าจะเกิดขึ้นกับพวกเขาอย่างแน่นอนความพร้อม หลังจบฤดูกาลที่แล้ว
อาร์มี่ฯ ปล่อยให้นักเตะพักแค่ไม่กี่วันก็เริ่มกลับมาเข้าแคมป์เตรียมทีมกันต่อทันที โดยได้มีการปฐมนิเทศให้กับนักเตะและทีมงานทำทีมไปเมื่อเดือน ก.พ. 55 ที่ผ่านมาก่อนที่จะลงอุ่นเครื่องไปอีกหลายเกมซึ่งผลงานถือว่าไม่ขี้เหร่ โดยได้รองแชมป์รายการที่ทีม ปตท.ระยอง จัดขี้นมาด้วยผลงาน ชนะ พัทยา ยูไนเต็ด 1-0 และ แพ้ดวลจุดโทษ ให้เจ้าภาพ ปตท.ระยอง ไปหลังเสมอในเวลา 1-1 ฤดูกาลนี้อาร์มี่ฯ เสริมทัพได้อย่างน่ากลัวทีเดียว โดยใช้งบประมาณไปสำหรับการคว้านักเตะไทยและต่างชาติมาอยู่กับทีมเป็นเม็ด เงินหลักสิบล้านบาท โดยทีมงานโค้ชยังคงมีกุนซืออย่าง "โค้ชดู๊ด" อดุลย์ รุ่งเรือง เป็นกุนซือใหญ่ตามเดิม ถือว่า อาร์มี่ฯ นั้นพร้อมทีเดียวสำหรับฤดูกาลนี้ งบประมาณ, สปอนเซอร์ ฤดูกาลนี้ อาร์มี่ ยูไนเต็ด มีงบประมาณทำทีมอยู่ที่ราว90 ล้านบาท โดยเป็นงบสำหรับการบริหารจัดการทีมรวมกับงบที่ใช้กับทีมฟุตบอลโดยตรง เม็ดเงิน90 ล้านบาทมาจาก สปอนเซอร์หลักอย่าง เครื่องดื่ม "ช้าง",ซีพี, เอไอเอ และมีผลิตภัณฑ์กีฬา แพน เป็น สปอนเซอร์ ชุดแข่งขัน และอุปกรณ์ฝึกซ้อมให้กับทีมโดยอาจจะได้สปอนเซอร์เพิ่มเข้ามาอีก 1-2 รายแต่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยมาแต่อย่างใดว่าจะเป็นเจ้าไหน ขุมกำลังฤดูกาล 2012 นี้

อาร์มี่ ยูไนเต็ด มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นเยอะทีเดียวทั้งปล่อยออกจากทีมไปและคว้าเข้ามา ใหม่ โดยที่ออกจากทีมไป มี นราธิป พันธ์พร้อม ที่ไป ราชบุรี เอฟซี, ศิวเมต ธนูศร ไป สุพรรณบุรี, มงคล ทศไกร ไป ปตท.ระยอง, ธนากรณ์ แดงทอง ไป ทีโอที เอสซี, ราฟาเอล ซานตาน่า ไป ทีโอที, กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล กลับ เอสซีจี เมืองทอง, อนุวัติ น้อยชื่นพันธ์ ไป ปตท.ระยอง, ตัวหลักจากปีก่อนอย่าง สราวุธ ทองสวัสดิ์, ดาวุฒิ ดินเขต, จักรพงษ์ สมบูรณ์, นิพนธ์ คำทอง, ธาตรี สีหา, วันชนะ รัตนะ, วีระพงษ์ มูลคำแสน, จักรกฤษณ์ เรืองสันเที๊ยะ, ไกรสร ศรียันต์, ปกาศิต แสนสุข ยังอยู่กันพร้อมหน้า ส่วนที่เข้ามาใหม่ในส่วนของนักเตะไทยมี ศรายุทธ ชัยคำดี จาก บางกอกกล๊าส, ณรงค์ จันทร์เสวก จาก ทีทีเอ็ม เชียงใหม่, อิสระพงษ์ ลิละคร จาก ศรีสะเกษ, กฤษดา เก็มเด็ม จาก โอสถฯ, สุชิน เย็นอารมณ์ จาก ปตท.ระยอง, วัชรพงษ์ กล้าหาญ จาก ศรีสะเกษ, โกสินทร์ เหมบุตร ถูกเรียกกลับมาจาก เชียงใหม่ รวมถึง ฉัตรชัย โมกเกษม ที่กลับมาจาก ราชบุรี, ปวริศร์ แสนสุข มาจาก ทีโอที ขณะที่ตัวนอกที่เข้าใหม่มี 5 รายไม่รวมของเดิมจากปีก่อนที่ยังคงอยู่กับทีมคือ กองกลางอย่าง โทนี่ เดอ ปินโต้ และ กองหลังอย่าง อเลสซานโดร อัลเวส ชาวบราซิล สมาชิกใหม่ในส่วนของนักเตะต่างชาติคือ ดาเนียล บลังโก้ กองหลังชาวสเปน, บียอร์น ลินเดมันด์ กองกลางชาวเยอรมันที่เล่นในเยอรมันมาอย่างโชกโชน, แดนนี่ อินวิชิเบิ้ล ปีกจากออสเตรเลีย, มาร์ติอัส เรซิโอ กองหน้าอาเจนไตน์ และรายล่าสุดเป็นนายทวาร อย่าง ลูคัส ดาเนียล นั่นเอง

เป้าหมายฤดูกาลนี้ อาร์มี่ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะกับผู้บริหารทีมโดยเฉพาะ "เสธ.ชาย" พลตรี อดุลยเดช อินทะพงษ์ นั้นอยากจะเห็นทีมเดินหน้าทำตามเป้าหมายที่ท่านประธานสโมสรอย่าง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากเห็นทีมเดินไปถึงให้ได้คือหวังจบด้วยอันดับไม่เกินที่ 5 ให้ได้ ดูแล้วอาจจะเป็นเป้าหมายที่ยากสักหน่อยสำหรับพวกเขาแต่เชื่อว่าด้วยศักยภาพ ของทีมที่ปีนี้เสริมทัพได้อย่างน่ากลัวและขุมกำลังถือว่าดีกว่าปีก่อนพอ
สมควรนั้นเชื่อว่าพวกเขาน่าจะมีลุ้นจบฤดูกาลด้วยอันดับเลขตัวเดียวและดีกว่า ปีก่อนคือที่ 13 ได้ไม่ยากแน่นอน วาทะกุนซือ อดุลย์ รุ่งเรือง กุนซือใหญ่ที่ปีนี้จะได้ทำงานร่วมกับทีมงานสตาฟ์โค้ชที่ประกอบด้วย พนิพล เกิดแย้ม, สมบูรณ์ เอกวรรณ, สมชาย ธาตุระหัน และที่ปรึกษาทีมที่ได้ "โค้ชหรั่ง" ชาญวิทย์ ผลชีวิน มานั่ง รวมถึงโค้ชฟิตเนสอย่าง เปาโล และ โค้ชนายทวารอย่าง เซเลเมา ออกมาพูดถึงเป้าหมายของทีมว่า "ผมในฐานะคนที่รับผิดชอบทีมในฐานะของหัวหน้าผู้ฝึกสอนต้องทำตามเป้าหมายของทีมที่ผู้ใหญ่วางให้ได้ยอม รับว่ากดดันไม่น้อยทีเดียวเพราะเป้าหมายนั้นค่อนข้างสูงแต่หากมองที่การที่ ผมต้องเข้าไปรับไม้ทำทีมต่อจาก"โค้ชก๊อก" ในปีที่ผ่านมาแล้วพาทีมอยู่รอดได้สำเร็จก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องวิตกกังวลอีก แล้ว ผมพร้อมยอมรับหากพาทีมทำผลงานออกมาไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเลกแรกจะทำทีมให้อยู่ในอันดับกลางๆ ตารางให้ได้ไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องไปเหนื่อยในเลกสองและจะทำให้มีโอกาสจบฤดูกาลด้วยเลขตัวเดียวได้ ไม่ยาก
"

Wuachon United



วัวชน ยูไนเต็ด ทุ่มงบ 60 ล้านลุยไทยพรีเมียร์ลีกวางเป้าจบเลขตัวเดียว นิพนธ์ บุญญามณี ประธานสโมสรมั่นใจเล่นลีกสูงสุดสบาย ปลื้มคนสงขลามีบอลดีๆดู แถมช่วยเศรษฐกิจดีขึ้น ด้านเวอร์เด็จกุนซือใหญ่ โวนัดแรกเยือน บางกอกกล๊าส คว้าสามแต้มได้แน่

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่ ห้องประชุมชั้น 11 อาคารเอฟบีทีสปอร์ตคอมเพล็กซ์ สโมสร วัวชน ยูไนเต็ด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวสโมสรเพื่อสู้ศึกไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2012 โดยมีนาย นิพนธ์ บุญญามณี ประธานสโมสรเป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วยนายประพร เอกอุรุ ที่ปรึกษาสโมสร วัวชน ยูไนเต็ด และผู้จัดการทีม สงขลา เอฟซี , นายสมชาย เมฆาอภิรักษ์ ผู้จัดการทีม วัวชน ยูไนเต็ด , นายจเด็จ มีลาภ หัวหน้าผู้ฝึกสอน และนายมนต์ชัย โชคไพบูลย์กิจรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทโรงงานฟุตบอลล์ไทย สปอร์ตติ้งกู๊ดส์จำกัด (เอฟบีที) ร่วมแถลง

โดยนายนิพนธ์ บุญญามณี ประธานสโมสร วัวชน ยูไนเต็ด กล่าวว่า วันนี้บริษัทสโมสรฟุตบอลสงขลาได้บริหารงานทั้ง 2 ทีมคือ วัวชน ยูไนเต็ด และ สงขลาเอฟซี ซึ่งถึงตอนนี้ถือว่าทีม วัวชน ยูไนเต็ด พร้อมแล้วที่จะเล่นในลีกสูงสุดของประเทศอย่างไทยพรีเมียร์ลีก เนื่องจากมีการเตรียมทีมกว่า 2 เดือน และถึงแม้ว่าเราจะเป็นทีมน้องใหม่แต่ด้วยขุมกำลังที่มีอยู่ในตอนนี้บวกกับฟอร์มการเล่นในการอุ่นเครื่องทำให้เชื่อว่าทีม วัวชน ยูไนเต็ด จะสามารถเล่นในลีกสูงสุดได้อย่างมั่นคง และจากการที่เราได้เล่นในไทยพรีเมียร์ลีกทำให้เชื่อว่าปีนี้สนามตินณสูลานนท์ซึ่งเป็นสนามเหย้าของเราจะเกิดปรากฎการณ์สนามแตกอย่างน้อย 3-4 ครั้งแน่นอน

ส่วนความพร้อมของทีม สงขลา เอฟซี นั้น ปีนี้เราต้องการเปิดโอกาสให้เยาวชนของทีมสงขลาได้มีโอกาสสัมผัสเกมที่แข็งแกร่งอย่างดิวิชั่น 1 เพื่อเป็นการพัฒนาฝีเท้ารวมถึงเป็นการหาประสบการณ์เพื่อที่อนาคตจะเป็นกำลังหลักของทีม วัวชน ยูไนเต็ด โดยผู้เล่นของทีม สงขลา เอฟซี ในปีนี้จะเป็นการผสมผสานระหว่างนักเตะสงขลาเดิมและนักเตะเยาวชนของสโมสร ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นการผสมกันได้อย่างลงตัวและเรามั่นใจว่าจะรักษาอันดับเลขตัวเดียวที่เราเคยทำไว้คือที่ 4 และ 5ได้อย่างแน่นอน

สำหรับงบประมาณในการทำทีมนั้นเราแบ่งเป็นออกเป็น 2 ส่วนคือทีม วัวชน ยูไนเต็ด มีงบประมาณในการทำทีมคือ 60 ล้านบาท ส่วน สงขลา เอฟซี อยู่ที่ 15 ล้านบาทสำหรับเป้าหมายนั้น วัวชน ยูไนเต็ด เราตั้งเป้าไว้ที่ปีแรกไม่ตกชั้นแต่เราเชื่อว่าจะต้องติดเลขตัวเดียวแน่นอน ส่วน สงขลา เอฟซี ตั้งเป้าไว้ต้องไม่น้อยกว่าเดิมคือติด1-5 ของตาราง "

วันนี้ผมดีใจที่จ.สงขลาจะได้มีฟุตบอลดีๆดูครบทุกลีกในประเทศไทยคือไทยลีกก็จะมี วัวชน ยูไนเต็ด เล่นอยู่ ดิวิชั่น 1 ก็มีสงขลา เอฟซีให้ตามเชียร์ ส่วนดิวิชั่น 2ก็จะมี หาดใหญ่ เอฟซี ให้ได้ดูกัน นี่คือผลพวงของฟุตบอลที่จ.สงขลาจะได้รับคือดูบอลดีและเศรษฐกิจของจังหวัดก็ดีขึ้นด้วย" นายนิพนธ์กล่าว นอกจากนี้ปธ.สโมสร วัวชน ยูไนเต็ด ยังได้พูดถึงรังเหย้าของทีมที่จะใช้ในการแข่งขันในฤดูกาลนี้ด้วยว่า ตอนนี้ตนได้พูดคุยกับทางสมคมฟุตบอลและบริษัทไทยพรีเมียร์ลีกแล้วว่า อยากขอนำทีมมาเล่นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งแนวโน้มก็เป็นไปในทางที่ดี แต่ทั้งนี้นัดแรกเราคงต้องเล่นที่จังหวัดบุรีรัมย์ไปก่อน จากนั้นจะทำเรื่องย้ายมาเล่นที่สงขลา ส่วนโปรแกรมที่เหลือหากเราเป็นทีมเยือนก็คงทำเรื่องขอเล่นเป็นทีมเยือนก่อน เนื่องจากสนามติณสูลานนท์อยู่ในช่วงปรับปรุงและน่าจะพร้อมใช้งานในนัดที่จะเปิดบ้านพบกับ บีบีซียู เอฟซี วันที่ 8 เม.ย. นี้

ทางด้านเซอร์เด็จ เจด็จ มีลาภ กุนซือใหญ่ออกมาเผยว่า เรามีการเตรียมทีมกว่า 2 เดือน และด้วยศักยภาพผู้เล่นที่เราดึงมาร่วมทีม ตนเชื่อว่าเราก็มีศักยภาพไม่แพ้ทีมอื่นเช่นกัน และเป้าหมายแรกที่ตนวางไว้นั้นคือจะต้องอยู่รอดในลีกสูงสุดของประเทศให้ได้ ส่วนเป้าหมายที่สองนั้นตนก็หวังเช่นกันว่าจะพาทีมจบอันดับเลขตัวเดียว และจากลงานในเกมอุ่นเครื่องที่เราทำได้ดี เราก็พร้อมแล้วที่จะประเดิมนัดแรกแล้วในการบุกไปเยือน บาวกอกกล๊าส เอฟซี และเกมนี้ตนก็ตั้งเป้าคว้า 3 คะแนนประเดิมให้ได้เช่นกัน

ในรายของเจ้าป็อบ กีรติ เขียวสมบัติ ศูนย์หน้าตัวเก่งซึ่งย้ายมาจากสโมสร บุรีรัมย์ พีอีเอ ออกมาพูดถึงความพร้อมว่า ตอนนี้ตนยังมีอาการบาดเจ็บรบกวน และเกมแรกที่จะออกสตาร์ทนั้น คงไม่สามารถลงสนามได้แน่นอน แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคนพร้อมแล้วที่จะประเดิมสนาม และการย้ายมาร่วมทีม วัวชน ยูไนเต็ด ในครั้งนี้ก็ตั้งเป้าที่จะพาทีมประสบความสำเร็จให้ได้ด้วย

Chonburi FC

หลังจากที่ "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี เปิดศักราชใหม่ของวงการฟุตบอลไทยได้การเถลิงบัลลังล์คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก สมัยที่ 4 มาครองได้สำเร็จ ซึ่งในขณะนี้พลพรรค ฉลามชล อยู่ในช่วงของการเตรียมทีมก่อนลงทำการแข่งขันนัดเปิดสนาม ไทยพรีเมียร์ลีก 2012 โดยจะพบกับการท่าเรือไทย เอฟซี ในวันเสาร์ที่ 17 มี.ค.นี้ที่สนาม ชลบุรีสเตเดี้ยม เวลา 18.00 น.
ล่าสุด "โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล กุนซือใหญ่ของทีมได้ออกให้สัมภาษณ์ผ่านทีมข่าว chonburifootballclub.com ว่า “ทีมชลบุรี เอฟซี มีความพร้อม 100 เปอรเซ็นเต็มแล้วสำหรับการแข่งขันในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง ตนและทีมงานสตาฟโค้ชทุกคน รวมถึงนักเตะ ได้นำความผิดพลาดต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา นำไปวางแผนเพื่อปรับปรุงและแก้ให้ทีมมีความพร้อมและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สำหรับการแข่งขันในฤดูกาลนี้”
“อีกทั้งเรื่องของขุมกำลังที่มีอยู่ในทีมจากฤดูกาลที่ผ่านมาผู้เล่นตัวหลักทุกคน รวมทั้งนักเตะใหม่ที่เข้ามาเสริมทีมในปีนี้ทั้งผู้เล่นไทยและต่างชาติก็จะเข้ามาช่วยทำให้ทีมมีศัยภาพที่แข็งแกร่ง มีคุณภาพ และมีความพร้อมสำหรับการแข่งขันในระยะยาวของปีนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตน ทีมงานสตาฟโค้ช และ ลูกทีมทุกคน จะช่วยกันพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ ชลบุรี เอฟซี กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลไทยให้ได้อีกครั้งไม่ว่าหนทางจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม” กุนซือใหญ่ทัพ “ฉลามชล” กล่าวทิ้งท้าย

SCG Muangthong United


เอสซีจี ผนึกกำลังสโมสรเมืองทองฯยูไนเต็ด ร่วมถือหุ้น 30% พร้อมเป็น Title Sponsor 5 ปี ด้วยงบ 600 ล้านบาท มุ่งพัฒนาวงการฟุตบอลไทยสู่ภูมิภาคเอเชียและระดับโลก ตามวิสัยทัศน์การก้าวสู่องค์กรธุรกิจชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียนพร้อมตั้งเป้าทวงบัลลังก์แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก และผงาดสู่สโมสรฟุตบอลชั้นนำของเอเชีย
นายปราโมทย์ เตชะสุพัฒน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์ เปิดเผยว่า เอสซีจี มีวิสัยทัศน์ว่า ในปี พ.ศ.2558 เอสซีจีจะเป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำในอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เอสซีจี ได้เริ่มสร้างแบรนด์ในประเทศต่างๆ แถบอาเซียน ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และพม่า การสนับสนุนสโมสรฟุตบอลของเอสซีจี เป็นการนำแบรนด์เอสซีจีให้ได้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น ตามแนวทางการทำ Sport Marketing โดยเอสซีจีมีเป้าหมายที่จะสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งในอาเซียนตามวิสัยทัศน์ขององค์กรเอสซีจี เล็งเห็นว่า เมืองทองฯยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีศักยภาพสูง ทั้งผู้เล่น ผู้ฝึกสอน และการบริหารจัดการ มีสนามฟุตบอลที่ได้มาตรฐานสากล และกลุ่มกองเชียร์ขนาดใหญ่ เป็นสโมสรฟุตบอลชั้นนำอันดับต้นๆ ของประเทศ มีโอกาสเข้าแข่งขันระดับภูมิภาคเอเชียอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมี Football Academy ที่แข็งแกร่ง มีความสัมพันธ์ที่ดีกับโรงเรียนกีฬาเยาวชน และสโมสรฟุตบอลชั้นนำทั้งในแถบเอเชียและยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของเอสซีจีที่ต้องการพัฒนาศักยภาพเยาวชนและนักกีฬาไทยตลอดจนเผยแพร่ชื่อเสียงของทีมฟุตบอลไทยและประเทศไทยสู่ภูมิภาคเอเชียและระดับโลก“ที่สำคัญ คือ
ทีมเมืองทองฯยูไนเต็ด มีเป้าหมายที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลชั้นนำในระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน เอสซีจี จึงตัดสินใจเข้าร่วมทุนกับสโมสรฟุตบอลเมืองทองฯยูไนเต็ด
ในสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 30 พร้อมเป็น Title Sponsor เป็นระยะเวลา 5 ปี ด้วยงบประมาณ 600 ล้านบาท โดยมุ่งหวังว่าการสนับสนุนทีมเมืองทอง ยูไนเต็ดครั้งนี้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานวงการฟุตบอลของประเทศไทยให้ทัดเทียมสู่ระดับสากล รวมทั้งช่วยเผยแพร่แบรนด์เอสซีจีให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น” นายปราโมทย์ กล่าว
ทางด้านนายพงษ์ศักดิ์ ผลอนันต์ ประธานสโมสรเมืองทองฯ ยูไนเต็ด เปิดเผยว่า การเข้ามาร่วมทุนของเอสซีจีในครั้งนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ทางด้านการบริหารสโมสรฟุตบอลอาชีพ ที่โมเดลนี้จะช่วยให้ทีมเข้าแข่งขันในรายการต่างๆและศักยภาพที่สูงสุด นับเป็นการลงทุนที่เกิดจากความเชื่อมั่นต่อสโมสรอย่างแท้จริง การลงนามพันธมิตรครั้งประวัติศาสตร์ของสโมสรฯ ที่มีผู้เข้ามาสนับสนุน และถือหุ้นมากกว่าครั้งที่ผ่านๆมา ก็ต้องขอขอบคุณ เอสซีจี ที่ให้ความไว้วางใจ และเห็นคุณค่าของสโมสรเมืองทองฯ จึงได้ตัดสินใจมาร่วมทุนในครั้งนี้ ซึ่งในฤดูกาล 2012 ที่จะถึงนี้ สโมสรเมืองทองฯ มีเป้าหมายลุ้นทุกแชมป์ สร้างความสำเร็จให้กับทีมในการลงแข่งขันรายการต่างๆ เพื่อความยิ่งใหญ่ของสโมสร และความสมหวังของผู้สนับสนุน

ซึ่งเรามั่นใจว่าจะทำผลงานได้ตามเป้าหมายแน่นอน"นอกจากประสบความสำเร็จในการแข่งขันลีกภายในประเทศแล้ว สโมสรเมืองทองฯ ก็ยังมีเป้าหมายใหญ่ที่จะขึ้นไปเป็นสโมสรชั้นนำของทวีปเอเชียให้ได้ภายในเวลา 3-5 ปี เห็นได้จากการเสริมทัพนักเตะจากยุโรป และ เอเชีย รวมทั้งนักเตะผิวสี ฝีเท้าดีของสโมสรฯที่เรามีอยู่ มารวมกับนักเตะไทยดีกรีทีมชาติหลายคน และดาวรุ่งที่ได้เวลาขึ้นมาทดแทนทีมชุดใหญ่หลายคนเช่นกัน ซึ่งความพร้อมของสโมสรฯ ทำให้เรามั่นใจว่าจะยืนหยัดเป็นทีมระดับชั้นนำของเอเชีย อย่างแน่นอน "
นายพงษ์ศักดิ์ ผลอนันต์กล่าวโดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ ยังมีการเปลี่ยนชื่อทีมเป็น เอสซีจี เมืองทองฯ ยูไนเต็ด ทั้งยังเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอกเสื้อแข่ง และเปลี่ยนชื่อเป็นสนามเหย้าเป็น เอสซีจี สเตเดี้ยม โดยมีเป้าหมายพัฒนาวงการฟุตบอลไทยไปสู่ภูมิภาคเอเชียและระดับโลก พร้อมไล่ล่าความสำเร็จมาสู่ทีม และในระยะยาวคือการเป็นสโมสรชั้นนำของเอเชีย

Pattaya United


ทัพโลมาฟ้าขาว พัทยายูไนเต็ด ได้เปิดแถลงข่าวเตรียมความพร้อมก่อนลุยศึกฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2012 ณ ลานซันเค่น ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยาบีช โดยภายในงานได้มีการออกบู๊ตประชาสัมพันธ์สินค้าของที่ระลึกจากสโมสร และจากผู้สนับสนุนด้วย
ส่วนไฮไลท์ของงานเป็นการเปิดตัวนักเตะใหม่ 2 ราย อย่าง คิม โด ยอน จาก แดชอนซิติเซนเอฟซี เกาหลีใต้ และ อภิสิทธิ์ คำวัง จากบีอีซีเทโรศาสน และเป็นอดีตแข้งเยาวชน U19 ชุดชิงแชมป์เอเชีย ซึ่งทั้งสองรายถือเป็นผู้เล่นชุดแรกที่ทีมจับเซ็นสัญญาในฤดูกาลนี้
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงถ้วยรางวัล โค้ชยอดเยี่ยม จากฟุตบอลสยามโกล์เด้นบอล ของโค้ชหนุ่ย เฉลิมวุฒิ สง่าพล กุนซือใหญ่ของทีม พร้อมด้วย ถ้วยรางวัล นักเตะทรงคุณค่า และกองหลังยอดเยี่ยม จากฟุตบอลสยามโกล์เด้นบอล ของ "เดอะเป็ด" นิเวส ศิริวงค์ กัปตันทีมด้วย โดยมีน้องๆ วงโยธวาทิตเมืองพัทยา พัทยามาชชิ่งแบรนด์ มาแสดงบรรเลงเพลงสร้างสีสัน
และไฮไลท์สำคัญของงานอีกอย่างหนึ่งคือ การมอบเงินโบนัสให้กับทีม จำนวน 5 ล้านบาท หลังสามารถทำอันดับติดท็อปโฟร์ได้ โดยมีคุณรัฐกิจ เฮงตระกุล รอง กก. ผู้จัดการ บ.โสภณเคเบิ้ลทีวี พัทยา ซึ่งเป็นบุตรชายของนายชาญยุทธ เฮงตระกุล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้แทนมอบ
ในส่วนของเป้าหมายของทีม ทาง “นายกติ๊ก” นายอิทธิพล คุณปลื้ม ประธานสโมสรเปิดเผยว่า “ทีมมีเป้าหมายสูงสุดคือแชมป์ โดยอย่างน้อยในฤดูกาล 2012 นี้ ต้องคว้ามาให้ได้ 1 ถ้วย ไม่ว่าจะเป็น เอฟเอคัพ ลีกคัพ หรือไทยพรีเมียร์ลีก ก็ตาม ซึ่งสามารถทำได้ บอร์ดบริหารพร้อมตบโบนัสให้อย่างงาม”
ทางด้าน “น้าบัติ” สมบัติ ภิญยศิริ ผจก.ทีม กว่าว่า “ตนในฐานนะผู้ดูแลภาพรวมของทีม รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากหลังจาก ได้ตัว “โค้ชหนุ่ย” เฉลิมวุฒิ สง่าพล มาร่วมทีม ซึ่งโค้ชหนุ่ย สามารถบริหารและจัดการเรื่องของการแข่งขัน จนสามารถพาทีมมาจบอันดับที่ 4 ของตารางในฤดูกาลที่ผ่านมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ”
สำหรับ “โค้ชหนุ่ย” เฉลิมวุฒิ สง่าพล กุนซือใหญ่ของทีม กล่าวว่า “การกลับมาเล่นในบ้านที่หนองปรือ จะทำให้มีแฟนบอลเข้ามาให้กำลังใจนักเตะมากขึ้น โดยเฉพาะ ที่เมรุสเตเดี้ยม สนามที่ทีมเยือนจะรู้สึกเกรงขามเมื่อมาเยือน อีกทั้งฤดูกาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ ตนจะพาทีมพัทยายูไนเต็ด คว้าแชมป์มาให้ได้สักครั้ง”
โดยหลังจากเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ ทางพิธีกรโดยโยธิน อารีย์การเลิศ ผู้อำนวยการสยามกีฬาทีวี วึ่งได้รับเชิญมาเป็นพิธีกรในงานแถลงข่าวของทัพโลมาในครั้งนี้ ได้กล่าวเชิญผู้บริหารจากสปอนเซอร์หลักอย่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น, ไทยเบฟเวอเรจ, เอไอเอ, แกรนด์สปอร์ต, ฮัจชิสัน พอร์ทและ รพ.กรุงเทพพัทยา ขึ้นมากล่าวถึงความเชื่อมั่นในทีมพัทยายูไนเต็ด ก่อนที่จะทำการมอบป้ายเพื่อเป็นการยืนยันในการสนับสนุนทีม หลังจากนั้น มีการเชิญผู้สนับสนุนรองขึ้นมอบป้ายเพื่อเป็นการยืนยันการสนับสนุนทีมพัทยายูไนเต็ดด้วย
จากนั้นเป็นการเปิดตัว ชุดแข่งฤดูกาล 2012 ซึ่งใช้แบรนด์ของแกรนด์สปอร์ต โดยคุณธารา พฤกษ์ชอุ่ม ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือแกรนด์สปอร์ต เป็นผู้มอบให้กับทีมพัทยายูไนเต็ด สำหรับชุดเหย้า พัทยายูไนเต็ดใช้ สีฟ้า-ขาว ลายขวางเป็นเอกลักษณ์ ส่วนชุดเยือนเป็นลาย แดง-ขาว แถบดำ ลายขวางเช่นเดียวกัน ซึ่งเปิดจำหน่ายเป็นวันแรก
จากนั้นเป็นการเปิดตัวนักเตะที่เข้ามาใหม่ 2 ราย ได้แก่ คิม โด ยอน จาก แดชอนซิติเซนเอฟซี เกาหลีใต้ และ อภิสิทธิ์ คำวัง จากบีอีซีเทโรศาสน ต่อด้วยนักเตะชุดปัจจุบัน นำโดย “เดอะเป็ด” นิเวส ศิริวงค์ กัปตันทีม ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก ต่อไป

INSEE Police United


“สุภาพบุรุษตราโล่” สโมสรอินทรีเพื่อนตำรวจ ได้เปิดตัวนักเตะและชุดแข่งที่จะใช้สู้ศึกไทยพรีเมียร์ลีก 2012 ที่ห้างฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล และ นายวสุ ชิวปรีชา ผู้จัดการทั่วไป ที่ได้ทุ่มงบประมาณทำทีมถึง 80 ล้านบาท โดยนักเตะชุดนี้ยังนำทีมโดย สุรชาติ สารีพิมพ์ (เบอร์ 9) หัวหอกกัปตันทีม , ชาคริต บัวทอง , ธนพัต ณ ท่าเรือ ส่วนนักเตะใหม่ที่ย้ายเข้ามาเสริมทีม นำโดย เลอันโดร ดอส ซานโต๊ส กับ เฟลิเป้ เฟอร์ไรร่า ที่ย้ายมาจากอาร์มี่ ยูไนเต็ด , ปาร์ค แจ ฮอง นักเตะเกาหลีใต้ และปุณณรัตน์ กลิ่นสุคนธ์ จากทีทีเอ็ม ส่วนสนามเหย้าที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิตที่ใช้อยู่ยังซ่อมแซ่มเสร็จไม่ทัน สโมสรจะใช้สนามสถาบันพลศึกษาชลบุรี และสนามราชมังคลากีฬาสถาน สลับหมุนเวียนเป็นการชั่วคราว โดยนัดแรก วันที่ 18 มีนาคมนี้ พบกับทีทีเอ็ม เชียงใหม่ และนัดที่ 2 วันที่ 28 มีนาคม พบกับ บีอีซี เทโรศาสน จะใช้สนามสถาบันพลศึกษา ชลบุรี ซึ่งคาดว่าในเลคที่ 2 จะได้กลับมาใช้สนามเหย้าเดิมเพื่อความได้เปรียบของทีม.

Buriram United



" ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เจ้าของ 4 แชมป์ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
"บิ๊กเน" เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้กล่าวว่า “ขอบคุณแฟนบอล "ปราสาทสายฟ้า" และสปอนเซอร์ที่ให้การสนับสนุนจนทีมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการคว้าถ้วยแชมป์มาครองได้ถึง 6 ใบ ตั้งแต่ ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นเพราะผู้สนับสนุนที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ และรักฟุตบอลอย่างแท้จริง นั่นคือ แฟนบอลทุกคน ซึ่งย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ไม่มีใครรู้จักเรา แต่ตอนนี้ ทั้งประเทศไทยและเอเชีย รู้จัก บุรีรัมย์ ผมขอบคุณแฟนบอลขอบคุณสปอนเซอร์ ที่ช่วยให้เราคว้าทุกแชมป์ที่ลงแข่ง ผมและโค้ชตั้งใจทำทีมฟุตบอลให้แข็งแกร่งได้ แต่ผมไม่สามารถทำให้นักเตะแข็งแกร่งได้ หากไม่มีความศรัทธาจากแฟนบอลบุรีรัมย์"
นอกจากนี้ ประธานสโมสรปราสาทสายฟ้า ให้คำมั่นว่า ภายใน 3 ปี จะไม่มีทีมใดกระชากแชมป์ไปจากบุรีรัมย์ได้“ผมให้สัญญาว่า ภายใน 3 ปี เราจะเห็นนักเตะไทยได้ไปค้าแข้งในลีกชั้นนำอย่าง เจลีก และเคลีก ส่วนบุรีรัมย์ จะก้าวขึ้นมาเป็นทีมอันดับ 1 ใน 10 ของทวีปเอเชียให้ได้ และเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาวงการลูกหนังของเมืองไทย”